skip to Main Content

linux mint

หากจะถามว่า Linux disro สำหรับการใช้งานบน Desktop ตัวไหนที่ประสบความสำเร็จสูงสุด เชื่อว่าชื่อของ Linux Mint น่าจะมาเป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน เพราะถ้าใครได้มีโอกาสใช้ Linux Mint แล้ว ก็จะพบว่า มันแทบจะสามารถใช้แทนการใช้งานของ Window ไปได้เลย โดย Linux ตัวนี้ ใช้ Ubuntu เป็นพื้นฐานในการพัฒนา ส่งผลให้ได้รับข้อดีจาก Ubuntu มาค่อนข้างมาก อีกทั้งยังได้รับการพัฒนาต่อจนสนับสนุนมัลติมีเดียอย่างเต็มรูปแบบ ที่สำคัญคือ ใช้งานได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถเลือกได้อีกว่า จะใช้ Desktop ของตัวไหน โดยที่ได้รับความนิยมมากก็จะมีสองค่ายก็คือ GNOME และ KDE  และสามารถรองรับคอมพิวเตอร์ได้ทั้ง 32 และ 64 bit ทั้งนี้ คอมพิวเตอร์ทั้งตั้งโต๊ะและโน๊ตบุ๊ก ส่วนใหญ่แล้วจะมีการติดตั้ง Linux Mint มาให้ เพื่อใช้งาน ซึ่งถ้าเราต้องการใช้แบบจริงจังก็สามารถใช้ทดแทน Windows ได้เช่นเดียวกัน

เราจะเห็นว่า การติดตั้ง Linux Mint สำหรับเครื่องใหม่สามารถทำได้ง่ายไม่กี่ขั้นตอน และเมื่อเข้ามาในหน้า Desktop เราก็จะพบว่า หน้าจอดูสบายตาเป็นอย่างมาก มีโปรแกรมรองรับมากมายหลายหมื่นโปรแกรม ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น Office ที่แทบไม่ได้แตกต่างจาก Microsoft Office เลย แต่ที่ดีกว่าก็คือมันฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังป้องกันไวรัสและสปายแวร์ต่างๆได้อย่างเด็ดขาด  Linux Mint ยังได้มีการพัฒนาแก้บั๊กต่างๆที่เกิดขึ้น ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานในหลายประเทศ และกลุ่มผู้ใช้งานเหล่านี้ก็ได้มีการรวมตัวกัน เพื่อปรึกษาหารือการใช้งานอีกด้วย นอกจากนั้นแล้ว จากการที่ Linux Mint สามารถป้องกันไวรัสต่างๆได้อย่างเด็ดขาด ทำให้เราไม่จำเป็นต้องดูแลอะไรมากมายเลย สามารถใช้งานอย่างหนักหน่วงได้แบบสบายมาก

 

Linux Mint หน้าจอ desktop

 

สถานการณ์ในเมืองไทย มีการเข้มงวดเรื่องลิขสิทธิ์มากขึ้น โปรแกรม Windows เถื่อน เริ่มจะไม่สามารถใช้งานได้แล้ว รวมทั้งมีความเสี่ยงจากการผิดกฎหมายและมีโทษหลายอย่างตามมามากมาย แน่นอนว่า แต่ละองค์กรเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ครั้นที่จะใช้ Windows ถูกต้องตามลิขสิทธิ์ทั้งหมดก็ดูจะเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ที่มีคอมพิวเตอร์ใช้งานมาก Linux Mint ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีมากสำหรับการใช้งานในองค์กร เนื่องจากว่ามีความแตกต่างจาก Linux distro อื่นๆคือ สามารถใช้งานได้ง่ายไม่ต่างจาก Windows อีกทั้งยังได้รับการพัฒนามาสำหรับการใช้งานบน Desktop อย่างแท้จริง และยังมีโปรแกรมที่ต้องใช้งานในองค์กรอย่างครบครัน ส่งผลให้ Linux Mint ดูจะเป็นทางออกของปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ในองค์กรได้เป็นอย่างดี เชื่อว่าในอนาคตข้างหน้า Linux Mint เวอร์ชันใหม่ๆจะถูกพัฒนาให้รองรับการใช้งานได้ง่ายขึ้น และด้วยคำว่าใช้งานฟรี ไม่แน่ว่า เราอาจจะเห็นองค์กรหลายแห่งเปลี่ยนมาใช้ Linux Mint ก็เป็นได้

Back To Top